อ ย่ า ง นี้ สิ    “เ ก๋ า”   จ ริ ง  ^^

อ ย่ า ง นี้ สิ “เ ก๋ า” จ ริ ง ^^

เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้วได้ทำหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่น

พาเพื่อนๆและญาติๆที่แวะเวียนมาเยี่ยม เที่ยวเกาะไต้หวันกันพยายามเสาะหาเมืองหรือพื้นที่แปลกๆ ที่ยังไม่เป็นที่นิยมนักในหมู่นักท่องเที่ยวบ้านเรา — เวลากลับไป จะได้เอาไปเม้าท์ข่มคนอื่นๆได้ 555 มีประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แปลกออกไป มากกว่าตามไกด์บุ๊คทั่วๆไปแนะนำหนึ่งในเมืองที่เลือกพาคุณญาติๆไปเดินเที่ยวคือเมือง Lukang (ลู่กั่ง)ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากไทเปมากนัก ขับรถประมาณ 2 ชั้วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว เพราะอยู่เลยเมืองไทจงไปนิดเดียวเมืองลู่กั่งเป็นเมืองที่มีอายุยาวนานที่สุดบนเกาะไต้หวัน สมัยก่อนเมืองลู่กั่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญของเกาะไต้หวันที่มาของชื่อเมืองมีความน่ารักอยู่ไม่น้อย … คำว่า “ลู่” มีความหมายว่ากวาง”กั่ง” แปลว่าท่าเรือที่ตั้งชื่อเมืองว่า “ลู่กั่ง” เป็นเพราะสมัยก่อนมักจะมีฝูงกวางเดินไปเดินมาแถวๆท่าเรืออยู่บ่อยๆ

ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จะไม่มีภาพน่ารักๆแบบนั้นให้เห็น แต่ลู่กั่งก็ยังเป็นสถานที่ที่คนท้องถิ่นแวะมาเที่ยวอยู่เสมอๆ เพราะทางเมืองพยายามรักษาตึกราอาคารแบบดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้ลู่กั่งมีเสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่าอย่างมากหากใครอยากรู้ว่าสมัยก่อนคนไต้หวันเขาอยู่กันอย่างไร บ้านเมืองเขาหน้าตาเป็นแบบไหน “ลู่กั่ง” เป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าแวะมาเดินเล่นค่ะ

มาถึงก็เจอน้องกวางสีชมพูยืนรอต้อนรับอยู่เลย

สมัยก่อนถ้าบ้านไหนมีทารกเกิด เขาจะทำการหมักไวน์ในไหแบบนี้ ถ้าเป็นลูกชาย พออายุครบ 20 ปีจะนำมาดื่มฉลองกัน ถ้าเป็นลูกสาวจะเอาไว้เป็นของหมั้น — ดื่มหมดก็จะเอาไหมาทำเป็นกำแพง ไม่ใช้เพื่อเอาไว้อวดกัน แต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิต 🙂

เขตตัวเมืองที่อนุรักษ์ไว้ ทางเดินจะแคบมากๆ บางจุดเดินผ่านได้ทีละคนมีซอยหนึ่ง เขาตั้งชื่อว่า “ซอยสุภาพบุรุษ” เพราะเวลาเดินผู้ชายจะหยุดให้ผู้หญิงเดินก่อนเสมอ

ทางแคบจริงๆด้วย

นอกจากความแคบแล้ว ผังการสร้างบ้านของเมืองนี้ ยังนิยมทำให้คดเคี้ยว เนื่องจากเป็นการชลอกระแสหรือจำกัดทิศทางลมมีซอยหนึ่งตั้งชื่อว่า Nine Turns Lane (ซอย 9 เลี้ยว) ตอนแรกจขบ.นึกว่าตั้งชื่อตามจำนวนความคดเคี้ยวของซอย แต่ตอนหลังไปอ่านประวัติถึงได้รู้ว่า 9 นั้นหมายถึงเดือน 9 (กันยายน) ซึ่งเป็นเดือนที่เมืองลู่กั่งมีกระแสลมแรงที่สุด

บ้านที่เห็น หลายๆหลังอายุประมาณ 200-300 ปี

หน้าตาบ้านคนมีสตางค์สมัยก่อน … ใครเห็นอะไรพิเศษในภาพนี้ไหมเอ่ย ???

บ่อน้ำหน้าบ้านเศรษฐี เป็นบ่อที่ทะลุกำแพงออกมา ดังนั้นเวลาปั๊มน้ำมาใช้ คนข้างนอกก็สามารถใช้น้ำร่วมกันกับคนในบ้านได้ — ช่างมีน้ำใจจริงๆ นับถือๆ

เดินเล่นดูรอบๆ สังเกตเห็นว่าเกือบทุกบ้านจะมีการแปะข้อความหรือยันต์เอาไว้ที่กรอบประตู สีแดงสดของกระดาษตัดกับสีไม้เก่าๆของประตูกลับเข้ากันอย่างประหลาด

มีกันเกือบทุกบ้านบ้านบางหลังไม่มีคนอยู่แต่เจ้าของก็ยังรักษาไว้ แต่ก็มีหลายๆบ้านที่เจ้าของยังอาศัยอยู่ ดังนั้นเวลาไปเดินเล่น/ถ่ายรูปต้องมองดีๆก่อน เดี๋ยวเขาหาว่าไม่มีมารยาท ไปถ้ำมองบ้านเขา

นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว เมืองนี้ยังรักษาร้านค้าเก่าๆเอาไว้อีกด้วยถามดูจากร้านแถวนั้น บางร้านอยู่มาตั้งแต่สมัยก่อนเก่าหลายเจอเนอเรชันแล้ว แต่บางร้านก็เพิ่งเข้ามาใหม่สมัยที่รัฐบาลช่วยฟื้นฟูเขตเมืองนี้ให้น่าท่องเที่ยวมากขึ้น

ร้านค้าแถวนั้น ส่วนใหญ่ขายของกินกับเครื่องดื่ม

ร้านนี้ขายของเล่นโบราณ เข้าไปเดินดู นึกถึงร้านแถวเกาะเกร็ดบ้านเรา ที่ขายของเล่นที่ทำจากสังกะสี

ระลึกความหลังกันหน่อย … แต่บางอันท่าทางจะก่อนจขบ.เกิดอีก #เก่าจริง!

ร้านนี้ขายของที่ระลึก มีโปสการ์ดด้วย

โปรดสังเกตร้านสุดท้ายด้านซ้าย — คุณพี่ขายร่ม Hard Sell มาก แกเล่นเอาร่มมากางแล้วเหยียบ เพื่อทดสอบให้ดูว่าร่มแกแข็งแรงจริง

โชว์เสร็จเฮียไปนั่งหลับต่อ 555#ไม่กล้าไปถ่ายใกล้ๆ เดี๋ยวแกเอาร่มฟาดเอา

ร้านนี้เป็นโรงน้ำชา ประตูสวยมากๆ ถ้ามีเวลามากกว่านี้ คงได้ไปนั่งชิลจิบชาแล้ว … ถ้าใครแวะไป เผื่อเวลาเอาไว้หน่อยก็ดีนะคะ

ไม่ได้ใช้บริการ แต่ขอยื่นหน้าเข้าไปดูหน่อย เจ้าของร้านใจดี ไม่ว่ากัน ^^

ร้านขายเซรามิค — ของเหมือนแถวจตุจักรเลย

ออกมาเดินเล่นแถวตลาดด้านนอก แอบเหลือบไปเห็นฝาท่อ รายละเอียดเยอะจริงๆเมืองนี้

ถึงแม้จะห่างจากไทเปออกมานิดเดียว แต่ผลไม้ + ของสดที่นี่ราคาต่ำกว่าพอสมควรเลย มะเขือเทศถุงโตที่เห็นในรูป ราคาแค่ NT

เดินออกมาได้หน่อยก็เจอร้านนี้ เก่า + ใหม่ของแท้ มีคิตตี้ซะด้วย

ร้านหน้าตาน่านั่ง แต่มาถึงเมืองเก่าทั้งที จะให้ทานอาหารแบบปกติก็กระไรอยู่ ขอไปหาของแปลกๆชิมดีกว่า

ถึงแล้วแหล่งรวมของอร่อย ถนนเส้นนี้เดินออกมานิดเดียวจากเขตอนุรักษ์บ้าน/ร้านค้าเก่าแก่ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะเขามีแผนที่ผังเมืองอธิบายเอาไว้อย่างดี เมืองนี้เล็กนิดเดียว ไม่หลงแน่ๆ แต่ถ้าใครไม่มั่นใจ จะใช้บริการสามล้อพาเที่ยวก็ได้

หน้าตาสามล้อ … เขาขี่วนไปๆมาๆ โบกเรียกได้เลย

ซาลาเปากับหมันโถวเจ้าอร่อย — แต่ลืมถ่ายหน้าร้านมา -_-“ท่าทางเก๋าจริง เพราะคิวยาวเหมือนกัน

แก้มือด้วยร้านถัดไป ขนมเผือกนึ่ง อันนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน

ตอนแรกนึกว่าจะหวานๆมันๆ ปรากฎว่ารสชาดเค็มๆประมาณของคาว#ไม่ใช่ของเขาไม่อร่อย แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด

ไปหาขนมโปรดปลอบใจ … “ขนมลิ้นวัว” แบบกรอบ#ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับลิ้นวัว แค่รูปทรงคล้ายกันเฉยๆ

อันนี้แบบหนานุ่ม .. อร่อยไม่แพ้กัน

ปิดท้ายด้วยของหนัก … สารพัดเกี๊ยว มีทั้งแบบทอดแบบลวกสีเหลืองๆเป็นเกี๊ยวกะหรี่ รสชาดเหมือนแกงกะหรี่ญี่ปุ่น แปลกแต่อร่อยไปอีกแบบก่อนออกจากเมือง แวะไปซื้อขนมร้านดั้งเดิมของเมืองแถวนั้นไม่มีใครไม่รู้จัก ร้าน Yu Jen Jai

ร้านตั้งมาตั้งแต่ปี 1877 –> 136 ปีแล้ว!

ตั้งอยู่หัวมุมถนน Minzu หาไม่ยาก

มีขนมหลากหลายให้เลือก ของดังของเขาคือพายสัปปะรดและถั่วตัด

ชอบห่อของร้านนี้ #ซื้อเพราะแพ็คเกจอีกแล้วแต่ก็ดีได้เอามาเปรียบกับพายสัปปะรดร้านโปรด เจ้าที่ซื้อประจำ

อันนี้ยี่ห้อที่จขบ.ชอบที่สุด ร้าน Chia Te (แปลว่าดื่มน้ำชา) ร้านอยู่ที่ไทเปพายสัปปะรดของร้าน Yu Jen Jai ถ้าเทียบกับ Chia Te แล้วรสยังจัดไม่เท่า แต่ถ้าเทียบกับราคาที่น้อยกว่าเกือบ 50% ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เนื้อพายของ Yu Jen Jai อร่อยพอๆกัน มีเฉพาะส่วนไส้ที่ยังแพ้ร้านยอดตำนานอย่าง Chia Teราคาต่อกล่อง 20 ชิ้นของร้าน Yu Jen Jai อยู่ที่ NT

ก่อนออกจากเมือง ได้แวะไปไหว้พระที่วัด TianHou มองผ่านๆเมืองลู่กั่งจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา น่าตื่นเต้นมากนัก แต่ถ้ามองรายละเอียดเล็กๆแล้ว จะเห็นถึงความน่ารักและความขี้เล่นของเมืองเก่าแห่งนี้หากเบื่อบรรยากาศและจังหวะที่เร่งรีบของเมืองใหญ่”ลู่กั่ง”เป็นเมืองที่น่าแวะเที่ยวอีกเมืองค่ะ

แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้าค่ะ บ๊ายบาย

Share:

Leave A Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Instagram has returned invalid data.